วันเสาร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2551

Reengineering การยกเครื่ององค์การ


(Reengineering) การยกเครื่ององค์การ
ความหมายของการยกเครื่อง
การยกเครื่องทางธุรกิจ หรือ รีเอ็นจิเนียริ่ง เป็นแนวคิดของ Michale Hammer และ James Champy สรุปว่า การยกเครื่องเป็นลักษณะการหันกลับมาคิดถึงสิ่งที่เป็นพื้นฐาน และมีการออกแบบกระบวนการทางธุรกิจใหม่อย่างถอนรากถอนโคน เพื่อให้เกิดการปรับปรุงวิธีการวัดผลการดำเนินงานอย่างก้าวกระโดด หลักสำคัญ ของการรีเอ็นจิเนียริ่ง
1. การพิจารณาถึงสิ่งพื้นฐานที่ตนกระทำอยู่ การตั้งคำถามจากสิ่งพื้นฐาน เป็นการเริ่มต้นให้รู้จักตนเอง รู้จักปัญหา
2. ใช้ในลักษณะที่จะมีการออกแบบกันใหม่อย่างถอนรากถอนโคน อะไรที่ต้องยกเครื่อง พนักงานและผู้บริหารต้องร่วมมือร่วมใจกันแก้ปัญหา ต้องชี้แจงให้เกิดความเข้าใจในแนวคิดร่วมกัน
3. ในแง่ความมุ่งหวังที่จะได้รับการยกเครื่อง จะต้องมีค่ามหาศาล
4. เป็นการพิจารณากันในทุกเรื่อง ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการในองค์การที่เรากำลังอยู่ ความหมายของกระบวนการ หรือ Process จะหมายถึง การมองส่วนต่าง ๆ ที่ประกอบกันแต่ละหน่วย เป็นหน่วยเดียวกัน การยกเครื่องกับแนวความคิดการจัดการยุคต่าง ๆ
นักวิชาการแบ่งความคิดด้านการจัดการเป็น 2 ยุค คือ ยุคอดีต (Classicial View) กับยุคสมัยปัจจุบัน (Contemporary View) แนวความคิดทั้งสองยุคค่อนข้างแตกต่างกัน แนวความคิดสมัยเก่า ๆ ได้ให้ความสำคัญกับประเด็นต่อไปนี้ไว้อย่างชัดเจน
1. การแบ่งงานกันทำ (Division of Labor) โดยที่มีทักษะคล้ายคลึงกันถูกจัดรวมไว้เป็นแผนกเป็นฝ่าย เน้นความชำนาญเฉพาะด้าน (Specialization) แนวคิดอีกด้านหนึ่งว่า พนักงานควรจะมีความชำนาญหลาย ๆ ด้าน สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในแรงงานได้ หากมองถึงแนวการยกเครื่อง พนักงานจะต้องทำงานได้หลาย ๆ อย่างมากขึ้น
2. ช่วงของการบังคับบัญชา (Span of Control) การรีเอ็นจิเนียริ่งจะมีการยุบเลิกบางตำแหน่งเพื่อขยายช่วงการบังคับบัญชาให้กว้างขึ้นเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย
3. ด้านอำนาจและความรับผิดชอบ (Authority and Responsibility) แนวคิดเก่าเป็นแบบศูนย์รวมอำนาจ ปัจจุบันมีการกระจายอำนาจในการตัดสินใจมากขึ้น แนวทางการยกเครื่องสนับสนุนแนวคิดในปัจจุบัน เน้นให้พนักงานมีส่วนในการสร้างสรรค์ตัดสินใจ
4. ความเป็นเอกภาพของการบังคับบัญชา (Unity of Command) เดิมมีความคิดว่าพนักงานน่าจะมีนายเพียงคนเดียว แต่ในปัจจุบันขนาดขององค์การมีความเจริญเติบโตมากกว่าในอดีตที่ผ่านมา จึงไม่ยึดความเป็นเอกภาพของการบังคับบัญชาอีกต่อไป ซึ่งพนักงานอาจจะมีผู้บังคับบัญชาได้มากกว่า 1 คน ผู้ที่เป็นผู้บังคับบัญชาต้องรับฟังผู้ใต้บังคับบัญชาได้ การทำงานเป็นทีมจึงเป็นสิ่งสำคัญตามแนวคิดรีเอ็นจิเนียริ่ง
5. แนวความคิดเดิมนั้น สนับสนุนให้มีการรวมกลุ่มคนที่มีทักษะ ความรู้ ความสามารถในด้านเดียวกันไว้เป็นแผนก (Departmentalization) แต่แนวความคิด รีเอ็นจิเนียริ่ง คือว่า ทุกฝ่ายคือหนึ่งเดียวที่จะต้องปรับปรุงให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
6. การยกเครื่อง คือ การรื้อระบบเดิมออกไป แล้วคิดระบบใหม่เข้ามาแทน โดยยังไม่ต้องคำนึงแนวความคิดด้านการจัดการสมัยก่อนที่ทำๆ กันมา แต่หลังจากคิดระบบใหม่ได้แล้ว อาจจะมีบางแนวทางที่อาจซ้ำกับระบบเดิมที่เคยทำอยู่ก็ไม่เป็นไร ซึ่งทั้งหมดนี้จะใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาปรับปรุงเปรียบเทียบแนวทางของการรีเอ็นจิเนียริ่งกับแนวคิดในด้านการจัดการในอดีตถึงปัจจุบัน สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือ จุดของการพิจารณาของกระบวนการทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง และในเรื่องของการรื้อระบบเก่าออกไปสาเหตุของการรีเอ็นจิเนียริ่ง
Reengineering การตลาดของธุรกิจ e-Banking
การตลาดของธุรกิจ e-Banking นับตั้งแต่วิวัฒนาการของ Internet ตั้งแต่ปี 1995 เป็นต้นมา องค์กรต่างๆเริ่มหันมาใช้ Internet เป็นเครื่องมือทางการตลาดในการขยายตลาด หรือเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการตลอดจนนำเอาเทคโนโลยีนี้มาพัฒนาในเรื่องของการบริการลูกค้า จนก่อให้เกิดกระแสของการจัดการลูกค้าสัมพันธ์ หรือ CRM อย่างที่พวกเรารู้จักกันในหลายปีที่ผ่านมา กระแสของ CRM หรือการบริหารจัดการลูกค้าก็ยัง In Trend อยู่ หลายๆองค์กรก็เพิ่งตื่นจากหลับ และพยายามหันมาให้ความสนใจในเรื่องของ CRM กันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานภาครัฐ หรือองค์กรเอกชนที่กำลังเติบโต
นอกจากกระแสในเรื่องของการนำเอา Internet มาบูรณาการกับการทำ CRM แล้ว กระแสการทำธุรกิจ e-Commerce และธุรกรรมผ่านทางอินเตอร์เน็ตของบรรดาธนาคารก็ดูจะเป็นอีกกระแสหนึ่งที่กำลังเติบโตอย่างสูงในขณะนี้ โดยเฉพาะธุรกิจ ลักษณะบีทูบี ที่หลายธนาคารพยายามจะผลักดันให้บรรดาองค์กรขนาดใหญ่หันมาใช้การชำระเงินให้ Suppliers ผ่านทาง e-Commerce เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการด้านการเงินและการชำระบัญชี องค์กรใหญ่ๆอย่าง ยูนิลีเวอร์ ซึ่งเป็นบริษัทคอนซูเมอร์ขนาดยักษ์ ก็ใช้การจ่ายเงิน Suppliers ด้วยวิธีการ e-Business กันมาหลายปีแล้ว โดยร่วมมือกับธนาคารไทยพาณิชย์ ในการชำระเงิน โดยขอให้คู่ค้าทั้งหลายเปิดบัญชีผ่านกับธนาคารไทยพาณิชย์ เพื่อที่ทางบริษัทจะได้โอนเงินให้ทุกเดือนเพื่อชำระค่าสินค้าผ่านทาง Internet หรือ e-Business นั่นเอง ด้วยวิธีนี้ทำให้บริษัทลดต้นทุนค่าใช้จ่ายไปมาก ไม่ต้องมาสั่งพิมพ์สมุดเช็คของตัวเอง ไม่ต้องมานั่งเซ็นเช็ค และก็ไม่ค่อยผิดพลาดด้วย ส่วนบริษัทคู่ค้าก็ได้ประโยชน์ เพราะมั่นใจว่าบริษัทไม่เบี้ยวการชำระเงิน หรือไม่มีการถ่วงหนี้การชำระเงิน ทำให้วินัยทางการเงินดีขึ้น และบรรดาบริษัทคู่ค้าเองก็สบายใจที่จะทำการค้าด้วย เพราะไม่ต้องมาพะวงว่าฝ่ายบัญชีจะอ้างโน่นอ้างนี่ในการผัดผ่อนการชำระเงินหรือไม่ ซึ่งในอดีตเราจะได้ยินบริษัทที่ทำการค้ากับองค์กรคนไทยบางแห่งที่ชอบอ้างว่า คนเซ็นเช็คไม่อยู่บ้าง ไปต่างประเทศบ้าง หรือยังไม่เซ็นบ้าง เป็นวิธีการเก่าๆที่ใช้กันในสมัยก่อนในการเลื่อนการชำระหนี้ (ซึ่งในขณะนี้ หลายองค์กรของไทยยังทำกันอยู่)
กระแสของการแข่งขันด้านธนาคารก็รุนแรงขึ้น บรรดาธนาคารต่างพากัน Re-branding ตัวเอง ตบแต่งตัวเองใหม่ และ Re-launch กันใหม่ ไม่ว่าจะเป็นธนาคารกรุงศรีอยุธยา ที่ทำการ Re-branding โดยเปลี่ยนสีของโลโก้ให้ทันสมัยและสดใสขึ้น ทำให้ลุคของธนาคารดูทันสมัยและน่าใช้บริการมากขึ้น ประกอบกับการนำเอานักเทนนิสโลกอย่างเจ้าบอล -ภราดร มาเป็น Presenter ก็ยิ่งตอกย้ำความทันสมัยและวัยรุ่นให้กับธนาคารยิ่งขึ้น ประกอบกับการทำกิจกรรมอย่างต่อเนื่องด้านการตลาดและการประชาสัมพันธ์ ทำให้ธนาคารแห่งนี้ทันสมัยขึ้นทันที นอกจากนั้นก็ยังมี ธนาคารกสิกรไทย ซึ่งได้เปลี่ยนชื่อภาษาอังกฤษเป็น K Bank แทนที่จะเรียกว่า Thai Farmers Bank (คงกลัวต่างชาติมองว่าเป็นธนาคารของชาวนา) ก็ได้ทำการ Re-branding อีกเช่นกันหลังจากที่เป็นคนแรกในการทำ Re-engineering มาก่อน โดยในครั้งนี้ ได้เปลี่ยนแนวของธนาคารให้ทันสมัยยิ่งขึ้นด้วยการพัฒนาบางสาขาเป็น Coffee Banking คือประชาชนสามารถเข้าไปทำธุรกรรมและพักผ่อนทานกาแฟได้อีกด้วย เรียกได้ว่า ทันสมัยไปอีกขั้นหนึ่ง นอกนั้นก็มีธนาคารกรุงเทพ ธนาคารเอเชีย ซึ่งขณะนี้ยังไม่ทราบว่าจะเปลี่ยนแปลงธนาคารอะไรแน่ เพราะได้ถูกกลุ่มธนาคาร UOB ในสิงคโปร์ซื้อหุ้นของ ABN ไปเรียบร้อยโรงเรียนจีนไปแล้ว และธนาคารอื่นๆอีกมากมาย บ้างก็ปรับเปลี่ยนสีโลโก้ หรือ ตกแต่งสำนักงานแต่ละสาขาใหม่ ทำเอาธุรกิจการทำ Re-branding ของบรรดา Agency ขายดีกันไปเป็นแถวๆ และกระแสเรื่อง Branding ที่กำลังดังนี้เอง ทำให้บรรดากูรูทางด้านนี้ หันออกมาเอาดีด้วยการลาออกจากบริษัทข้ามชาติมาเปิดบริษัทของตัวเองกันใหญ่ อย่างล่าสุด คุณดลชัย บุณยะรัตเวช อดีด CEO ของ DYR ก็ออกมาเปิดบริษัทสร้างแบรนด์เอง คุณศศรี วัฒนาพานิช จาก Leo Burnett ก็ออกมาเปิดบริษัทให้คำปรึกษาเรื่อง Branding เช่นกัน


วันจันทร์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2551

การประมวลผลของคอมพิวเตอร์






การประมวลผลของคอมพิวเตอร์

  • การที่มีรูปแบบการประมวลผลของคอมพิวเตอร์ อยู่หลายรูปแบบ ได้แก่ การประมวลผลส่วนบุคคล (Personal Computing) การประมวลผลแบบรวมศูนย์ (Centralized Computing) และการประมวลผลแบบกระจาย (Distributed Computing) การเลือกใช้งานรูปแบบการประมวลผลที่เหมาะสมจะส่งผลดีกับการทำงานภายในองค์กรเป็นอย่างมาก ทั้งความสะดวกรวดเร็วและความประหยัดทรัพยากร โดยรูปแบบการประมวลผลของคอมพิวเตอร์ ซึ่งในแต่ละรูปแบบการประมวลผลในแต่ละรูปแบบ ก็จะมีข้อดี ข้อเสีย แตกต่างกันไป ระบบประมวลผลแบบกระจาย อาจประกอบด้วยคอมพิวเตอร์ประเภทต่างๆ ซึ่งต่างก็ทำงานในหน้าที่ที่เหมาะสม เช่น การใช้เครื่องพีซีเป็นเครื่องที่ทำการติดต่อกับผู้ใช้ และทำงานโปรแกรมประมวลผลในเบื้องต้น เมื่อต้องการใช้ข้อมูลก็อาจส่งคำสั่งไปให้คอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่ให้บริการข้อมูลซึ่งอาจเป็นข้อมูลที่บันทึกในไฟล์ข้อมูล (เครื่องให้บริการนั้นเรียกว่าไฟล์เซิร์ฟเวอร์) หรือในฐานข้อมูล (เครื่องที่ให้บริการฐานข้อมูลเรียกว่าดาต้าเบสเซิร์ฟเวอร์) หรือบางกระบวนการของการประมวลผลอาจจะต้องการวิธีการประมวลผลที่ซับซ้อน

  • คอมพิวเตอร์พีซีก็อาจจะทำหน้าที่เป็นเพียงเทอร์มินอลแบบกราฟฟิกที่ติดต่อผู้ใช้ และส่งโปรแกรมหรือโปรเซสเข้าไปทำงานบนเครื่องเมนเฟรมคอมพิวเตอร์ ซึ่งประมวลผลได้เร็ว เมื่อเมนเฟรมนั้นต้องการข้อมูลก็จะส่งคำสั่งไปยังเครื่องบริการไฟล์หรือฐานข้อมูล และผลลัพธ์จากการประมวลผลจะถูกส่งกลับไปแสดงที่เครื่องพีซีซึ่งมีระบบติดต่อผู้ใช้ที่ดีความสำเร็จของระบบประมวลผลแบบกระจายเกิดขึ้นจากการใช้ระบบสื่อสารข้อมูลซึ่งทำการเชื่อมโยงระบบคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกันเป็นเครือข่าย ซึ่งจะทำให้คอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งสามารถส่งคำสั่งไปยังเครื่องอื่นๆ ได้และคอมพิวเตอร์ที่ให้บริการก็ยังสามารถรับคำสั่งทำการประมวลผลเฉพาะหน้าที่และส่งผลกลับไปยังเครื่องที่ขอบริการได้ในทันทีอย่างรวดเร็ว จึงทำให้เราสามารถใช้คอมพิวเตอร์ที่มีขนาดเล็กความสามารถต่ำถึงปานกลาง ทำงานประสานร่วมกันให้มีความสามารถรวมได้เทียบเท่ากับคอมพิวเตอร์ในระดับใหญ่ได้ด้วยเหตุนี้ระบบประมวลผลกระจายที่ทำการประมวลผลในรูปแบบหนึ่ง ก็คือการอาศัยช่องทางในการติดต่อระหว่างกัน มีคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่ขอรับบริการ คอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่ให้บริการ หรือในบางเครื่องก็อาจทำหน้าที่ทั้งขอรับบริการจากเครื่องอื่น และให้บริการบางอย่างแก่เครื่องอื่นๆ ได้ด้วย ในระบบที่มีการขอรับบริการซึ่งอาจเปรียบได้กับการเป็นลูกค้า (client) และมีการให้บริการคือเป็นผู้ให้บริการ (server) เช่นนี้กลายเป็นหลักการในการประมวลผลที่เรียกว่าการประมวลผลแบบไคลเอนต์-เซิร์ฟเวอร์ (Client-Server Processing) ด้วยยุคของระบบคอมพิวเตอร์ที่เป็นระบบเปิด (open system)

  • ที่มีการกำหนดมาตรฐานหลายประการร่วมกัน ในระบบการประมวลผลแบบไคลเอนต์-เซิร์ฟเวอร์ ระบบคอมพิวเตอร์ที่ใช้และให้บริการนั้นไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นคอมพิวเตอร์ในแพลตฟอร์มเดียวกัน อาจเป็นคอมพิวเตอร์ที่อยู่ต่างแพลตฟอร์มกันก็ได้ เช่น คอมพิวเตอร์ที่ผู้ใช้ใช้งานอาจเป็นเครื่องพีซีที่มีไมโครซอฟต์วินโดว์เป็นระบบปฏิบัติการ สามารถทำงานร่วมกับเครื่องให้บริการฐานข้อมูล (database server) ทำงานอยู่บนสถานีงานวิศวกรรมที่มีระบบปฏิบัติการยูนิกซ์ เหตุที่ทำให้ระบบคอมพิวเตอร์ที่แตกต่างกันทำงานร่วมกันได้ ก็เนื่องมาจากการกำหนดมาตรฐานของการติดต่อกัน ซึ่งเรียกว่าโปรโตคอล (protocol) ให้ใช้มาตรฐานที่เหมือนกัน โปรแกรมต่างๆ ที่สนับสนุนการทำงานหลายประเภท และต่างก็เป็นโปรแกรมที่ทำงานในระบบเปิด รองรับโปรโตคอลที่เป็นมาตรฐาน ทั้งสิ้น