วันอังคารที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2551

ความสำเร็จของสำนักงาน

1 ภาวะผู้นำ (Leadership) เป็นวิธีการชึ่งบริษัทสามารถลี่ยนแปลงสู่การนแห่งกรู้ารเรียนสำนักงานแห่งการเรียนรู้โดยการสร้างผู้นำที่มีบทบาทสำคัญ 3 ประการ
1.1 การสร้างวิสัยทัศน์ร่วมกัน (Sharedvision)
1.2 การออกแบบโครงสร้าง (Desigastructure)
1.3 ภาวะผู้นำแบบผู้รับใช้ (Servantleadership)
2.โครงสร้างแนวนอนเครือข่าย (Horizontalnetwork steuctuure)
3.การมอบอำนาจให้พนักงาน (Employee Empowerment)
4.การแบ่งปันข้อมูล (lnformation sharing)
5.การกำหนดกลยุทธ์ (Emergrnt strategy)
6.วัฒนธรรมที่เข้มแข้ง (Strong culturen)
สำนักงานในอนาคต
1. การเตรียมตัวเพื่อการเปลี่ยนแปลง ผู้เปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น แล้วปรับตัวตามเงื่อนไขหรือสถานการณ์ชึ่งอาจมีการปรับปรุงระบบเพื่อคุณภาพ
2. จะก่อให้เกิดความพอใจ ต่อลูกค้าและพนักงานในสำนักงาน
3. การออกแบบองค์การในทางปฎิบัติ ใช้การออกแบบและพัฒนาปรังปรุงมาช่วยสิ่งที่ต้องคำนึงในการออกแบบคือ สวยการบังคับบังชา กระการตัดสินใจ ทีม และพนักงาน โคร้าสร้างและกลยุทธ์ ทั้งนี้ควรพิจารณาถึงการแข็งขันใหม่ๆในโลกแบบใหม่ และปรับตัวในการปฎิบัติโดย
3.1 ยอมรับจุดประสงค์ และเป้าหมายที่ต้องสู้ขึ้นและเพิ่มขึ้น
3.2 ยังคงมีความรับผิดชอบ และความเป็นผู้นำสูงในองค์การใหม่
3.3 กระตุ้นให้เกิดการสร้างทีม แบบหลากหลาย เพื่อรับวัฒนธรรมและความแตกต่าง ที่ไร้พรมแดน
3.4 หาผู้ร่วมประกอบการ (partnr ship) สำงานยุคใหม่ไม่สามารถปฏิบัติงานโดยลำพังต้องมีกลุ่มดำเนินการ และเพื่อร่วมงานหลากหลายแหล่ง
3.5 ส่งเสริมระบบเครือข่ายทางความรู้ ตลอดจนวิชาการทุกแขนง ให้กว้างไกลทั่วโลก
การทำงานและการจัดองค์การ
1. องค์การแบบวงกลมการทำงานและสื่อสารทุกทิศทุกทางด้วยระบบครือข่าย
2. จัดโครงสร้างและการทำงานใหม่โดยคำนึงถึง
2.1 โครงสร้างอำนาจหรือพลัง
2.2 โครงสร้างการเงิน
2.3 ความเชื่อมโยงทางการศึกษา
2.4 อัตราผลตอบแทนและความเสมอภาค
2.5 แผนการเกษียณอายุการทำงาน

สภาพแวดล้อมในการทำงาน


เพราะความสำคัญใม้หยุดลักษณะองค์การ การทำงาน และทรัพยากรมนุษย์เท่านั้น แต่สภาพแวดล้อมในสำนักงาน ก็มีบทบาทในการทำงาน

1. สร้างความสมดุลให้เกิดขึ้น กับชีวิตการทำงานภายในสำนักงาน

2. สร้างองค์ที่มีสุขภาพ (healthy organization)

3. ผลิตผลลัพธ์ทางสังคมโดยคำนึงถึงความคาดหวังทางสังคม และความสมดุลทางผลิตภาพที่ต้องการ


วันเสาร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2551

Reengineering การยกเครื่ององค์การ


(Reengineering) การยกเครื่ององค์การ
ความหมายของการยกเครื่อง
การยกเครื่องทางธุรกิจ หรือ รีเอ็นจิเนียริ่ง เป็นแนวคิดของ Michale Hammer และ James Champy สรุปว่า การยกเครื่องเป็นลักษณะการหันกลับมาคิดถึงสิ่งที่เป็นพื้นฐาน และมีการออกแบบกระบวนการทางธุรกิจใหม่อย่างถอนรากถอนโคน เพื่อให้เกิดการปรับปรุงวิธีการวัดผลการดำเนินงานอย่างก้าวกระโดด หลักสำคัญ ของการรีเอ็นจิเนียริ่ง
1. การพิจารณาถึงสิ่งพื้นฐานที่ตนกระทำอยู่ การตั้งคำถามจากสิ่งพื้นฐาน เป็นการเริ่มต้นให้รู้จักตนเอง รู้จักปัญหา
2. ใช้ในลักษณะที่จะมีการออกแบบกันใหม่อย่างถอนรากถอนโคน อะไรที่ต้องยกเครื่อง พนักงานและผู้บริหารต้องร่วมมือร่วมใจกันแก้ปัญหา ต้องชี้แจงให้เกิดความเข้าใจในแนวคิดร่วมกัน
3. ในแง่ความมุ่งหวังที่จะได้รับการยกเครื่อง จะต้องมีค่ามหาศาล
4. เป็นการพิจารณากันในทุกเรื่อง ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการในองค์การที่เรากำลังอยู่ ความหมายของกระบวนการ หรือ Process จะหมายถึง การมองส่วนต่าง ๆ ที่ประกอบกันแต่ละหน่วย เป็นหน่วยเดียวกัน การยกเครื่องกับแนวความคิดการจัดการยุคต่าง ๆ
นักวิชาการแบ่งความคิดด้านการจัดการเป็น 2 ยุค คือ ยุคอดีต (Classicial View) กับยุคสมัยปัจจุบัน (Contemporary View) แนวความคิดทั้งสองยุคค่อนข้างแตกต่างกัน แนวความคิดสมัยเก่า ๆ ได้ให้ความสำคัญกับประเด็นต่อไปนี้ไว้อย่างชัดเจน
1. การแบ่งงานกันทำ (Division of Labor) โดยที่มีทักษะคล้ายคลึงกันถูกจัดรวมไว้เป็นแผนกเป็นฝ่าย เน้นความชำนาญเฉพาะด้าน (Specialization) แนวคิดอีกด้านหนึ่งว่า พนักงานควรจะมีความชำนาญหลาย ๆ ด้าน สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในแรงงานได้ หากมองถึงแนวการยกเครื่อง พนักงานจะต้องทำงานได้หลาย ๆ อย่างมากขึ้น
2. ช่วงของการบังคับบัญชา (Span of Control) การรีเอ็นจิเนียริ่งจะมีการยุบเลิกบางตำแหน่งเพื่อขยายช่วงการบังคับบัญชาให้กว้างขึ้นเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย
3. ด้านอำนาจและความรับผิดชอบ (Authority and Responsibility) แนวคิดเก่าเป็นแบบศูนย์รวมอำนาจ ปัจจุบันมีการกระจายอำนาจในการตัดสินใจมากขึ้น แนวทางการยกเครื่องสนับสนุนแนวคิดในปัจจุบัน เน้นให้พนักงานมีส่วนในการสร้างสรรค์ตัดสินใจ
4. ความเป็นเอกภาพของการบังคับบัญชา (Unity of Command) เดิมมีความคิดว่าพนักงานน่าจะมีนายเพียงคนเดียว แต่ในปัจจุบันขนาดขององค์การมีความเจริญเติบโตมากกว่าในอดีตที่ผ่านมา จึงไม่ยึดความเป็นเอกภาพของการบังคับบัญชาอีกต่อไป ซึ่งพนักงานอาจจะมีผู้บังคับบัญชาได้มากกว่า 1 คน ผู้ที่เป็นผู้บังคับบัญชาต้องรับฟังผู้ใต้บังคับบัญชาได้ การทำงานเป็นทีมจึงเป็นสิ่งสำคัญตามแนวคิดรีเอ็นจิเนียริ่ง
5. แนวความคิดเดิมนั้น สนับสนุนให้มีการรวมกลุ่มคนที่มีทักษะ ความรู้ ความสามารถในด้านเดียวกันไว้เป็นแผนก (Departmentalization) แต่แนวความคิด รีเอ็นจิเนียริ่ง คือว่า ทุกฝ่ายคือหนึ่งเดียวที่จะต้องปรับปรุงให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
6. การยกเครื่อง คือ การรื้อระบบเดิมออกไป แล้วคิดระบบใหม่เข้ามาแทน โดยยังไม่ต้องคำนึงแนวความคิดด้านการจัดการสมัยก่อนที่ทำๆ กันมา แต่หลังจากคิดระบบใหม่ได้แล้ว อาจจะมีบางแนวทางที่อาจซ้ำกับระบบเดิมที่เคยทำอยู่ก็ไม่เป็นไร ซึ่งทั้งหมดนี้จะใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาปรับปรุงเปรียบเทียบแนวทางของการรีเอ็นจิเนียริ่งกับแนวคิดในด้านการจัดการในอดีตถึงปัจจุบัน สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือ จุดของการพิจารณาของกระบวนการทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง และในเรื่องของการรื้อระบบเก่าออกไปสาเหตุของการรีเอ็นจิเนียริ่ง
Reengineering การตลาดของธุรกิจ e-Banking
การตลาดของธุรกิจ e-Banking นับตั้งแต่วิวัฒนาการของ Internet ตั้งแต่ปี 1995 เป็นต้นมา องค์กรต่างๆเริ่มหันมาใช้ Internet เป็นเครื่องมือทางการตลาดในการขยายตลาด หรือเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการตลอดจนนำเอาเทคโนโลยีนี้มาพัฒนาในเรื่องของการบริการลูกค้า จนก่อให้เกิดกระแสของการจัดการลูกค้าสัมพันธ์ หรือ CRM อย่างที่พวกเรารู้จักกันในหลายปีที่ผ่านมา กระแสของ CRM หรือการบริหารจัดการลูกค้าก็ยัง In Trend อยู่ หลายๆองค์กรก็เพิ่งตื่นจากหลับ และพยายามหันมาให้ความสนใจในเรื่องของ CRM กันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานภาครัฐ หรือองค์กรเอกชนที่กำลังเติบโต
นอกจากกระแสในเรื่องของการนำเอา Internet มาบูรณาการกับการทำ CRM แล้ว กระแสการทำธุรกิจ e-Commerce และธุรกรรมผ่านทางอินเตอร์เน็ตของบรรดาธนาคารก็ดูจะเป็นอีกกระแสหนึ่งที่กำลังเติบโตอย่างสูงในขณะนี้ โดยเฉพาะธุรกิจ ลักษณะบีทูบี ที่หลายธนาคารพยายามจะผลักดันให้บรรดาองค์กรขนาดใหญ่หันมาใช้การชำระเงินให้ Suppliers ผ่านทาง e-Commerce เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการด้านการเงินและการชำระบัญชี องค์กรใหญ่ๆอย่าง ยูนิลีเวอร์ ซึ่งเป็นบริษัทคอนซูเมอร์ขนาดยักษ์ ก็ใช้การจ่ายเงิน Suppliers ด้วยวิธีการ e-Business กันมาหลายปีแล้ว โดยร่วมมือกับธนาคารไทยพาณิชย์ ในการชำระเงิน โดยขอให้คู่ค้าทั้งหลายเปิดบัญชีผ่านกับธนาคารไทยพาณิชย์ เพื่อที่ทางบริษัทจะได้โอนเงินให้ทุกเดือนเพื่อชำระค่าสินค้าผ่านทาง Internet หรือ e-Business นั่นเอง ด้วยวิธีนี้ทำให้บริษัทลดต้นทุนค่าใช้จ่ายไปมาก ไม่ต้องมาสั่งพิมพ์สมุดเช็คของตัวเอง ไม่ต้องมานั่งเซ็นเช็ค และก็ไม่ค่อยผิดพลาดด้วย ส่วนบริษัทคู่ค้าก็ได้ประโยชน์ เพราะมั่นใจว่าบริษัทไม่เบี้ยวการชำระเงิน หรือไม่มีการถ่วงหนี้การชำระเงิน ทำให้วินัยทางการเงินดีขึ้น และบรรดาบริษัทคู่ค้าเองก็สบายใจที่จะทำการค้าด้วย เพราะไม่ต้องมาพะวงว่าฝ่ายบัญชีจะอ้างโน่นอ้างนี่ในการผัดผ่อนการชำระเงินหรือไม่ ซึ่งในอดีตเราจะได้ยินบริษัทที่ทำการค้ากับองค์กรคนไทยบางแห่งที่ชอบอ้างว่า คนเซ็นเช็คไม่อยู่บ้าง ไปต่างประเทศบ้าง หรือยังไม่เซ็นบ้าง เป็นวิธีการเก่าๆที่ใช้กันในสมัยก่อนในการเลื่อนการชำระหนี้ (ซึ่งในขณะนี้ หลายองค์กรของไทยยังทำกันอยู่)
กระแสของการแข่งขันด้านธนาคารก็รุนแรงขึ้น บรรดาธนาคารต่างพากัน Re-branding ตัวเอง ตบแต่งตัวเองใหม่ และ Re-launch กันใหม่ ไม่ว่าจะเป็นธนาคารกรุงศรีอยุธยา ที่ทำการ Re-branding โดยเปลี่ยนสีของโลโก้ให้ทันสมัยและสดใสขึ้น ทำให้ลุคของธนาคารดูทันสมัยและน่าใช้บริการมากขึ้น ประกอบกับการนำเอานักเทนนิสโลกอย่างเจ้าบอล -ภราดร มาเป็น Presenter ก็ยิ่งตอกย้ำความทันสมัยและวัยรุ่นให้กับธนาคารยิ่งขึ้น ประกอบกับการทำกิจกรรมอย่างต่อเนื่องด้านการตลาดและการประชาสัมพันธ์ ทำให้ธนาคารแห่งนี้ทันสมัยขึ้นทันที นอกจากนั้นก็ยังมี ธนาคารกสิกรไทย ซึ่งได้เปลี่ยนชื่อภาษาอังกฤษเป็น K Bank แทนที่จะเรียกว่า Thai Farmers Bank (คงกลัวต่างชาติมองว่าเป็นธนาคารของชาวนา) ก็ได้ทำการ Re-branding อีกเช่นกันหลังจากที่เป็นคนแรกในการทำ Re-engineering มาก่อน โดยในครั้งนี้ ได้เปลี่ยนแนวของธนาคารให้ทันสมัยยิ่งขึ้นด้วยการพัฒนาบางสาขาเป็น Coffee Banking คือประชาชนสามารถเข้าไปทำธุรกรรมและพักผ่อนทานกาแฟได้อีกด้วย เรียกได้ว่า ทันสมัยไปอีกขั้นหนึ่ง นอกนั้นก็มีธนาคารกรุงเทพ ธนาคารเอเชีย ซึ่งขณะนี้ยังไม่ทราบว่าจะเปลี่ยนแปลงธนาคารอะไรแน่ เพราะได้ถูกกลุ่มธนาคาร UOB ในสิงคโปร์ซื้อหุ้นของ ABN ไปเรียบร้อยโรงเรียนจีนไปแล้ว และธนาคารอื่นๆอีกมากมาย บ้างก็ปรับเปลี่ยนสีโลโก้ หรือ ตกแต่งสำนักงานแต่ละสาขาใหม่ ทำเอาธุรกิจการทำ Re-branding ของบรรดา Agency ขายดีกันไปเป็นแถวๆ และกระแสเรื่อง Branding ที่กำลังดังนี้เอง ทำให้บรรดากูรูทางด้านนี้ หันออกมาเอาดีด้วยการลาออกจากบริษัทข้ามชาติมาเปิดบริษัทของตัวเองกันใหญ่ อย่างล่าสุด คุณดลชัย บุณยะรัตเวช อดีด CEO ของ DYR ก็ออกมาเปิดบริษัทสร้างแบรนด์เอง คุณศศรี วัฒนาพานิช จาก Leo Burnett ก็ออกมาเปิดบริษัทให้คำปรึกษาเรื่อง Branding เช่นกัน


วันจันทร์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2551

การประมวลผลของคอมพิวเตอร์






การประมวลผลของคอมพิวเตอร์

  • การที่มีรูปแบบการประมวลผลของคอมพิวเตอร์ อยู่หลายรูปแบบ ได้แก่ การประมวลผลส่วนบุคคล (Personal Computing) การประมวลผลแบบรวมศูนย์ (Centralized Computing) และการประมวลผลแบบกระจาย (Distributed Computing) การเลือกใช้งานรูปแบบการประมวลผลที่เหมาะสมจะส่งผลดีกับการทำงานภายในองค์กรเป็นอย่างมาก ทั้งความสะดวกรวดเร็วและความประหยัดทรัพยากร โดยรูปแบบการประมวลผลของคอมพิวเตอร์ ซึ่งในแต่ละรูปแบบการประมวลผลในแต่ละรูปแบบ ก็จะมีข้อดี ข้อเสีย แตกต่างกันไป ระบบประมวลผลแบบกระจาย อาจประกอบด้วยคอมพิวเตอร์ประเภทต่างๆ ซึ่งต่างก็ทำงานในหน้าที่ที่เหมาะสม เช่น การใช้เครื่องพีซีเป็นเครื่องที่ทำการติดต่อกับผู้ใช้ และทำงานโปรแกรมประมวลผลในเบื้องต้น เมื่อต้องการใช้ข้อมูลก็อาจส่งคำสั่งไปให้คอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่ให้บริการข้อมูลซึ่งอาจเป็นข้อมูลที่บันทึกในไฟล์ข้อมูล (เครื่องให้บริการนั้นเรียกว่าไฟล์เซิร์ฟเวอร์) หรือในฐานข้อมูล (เครื่องที่ให้บริการฐานข้อมูลเรียกว่าดาต้าเบสเซิร์ฟเวอร์) หรือบางกระบวนการของการประมวลผลอาจจะต้องการวิธีการประมวลผลที่ซับซ้อน

  • คอมพิวเตอร์พีซีก็อาจจะทำหน้าที่เป็นเพียงเทอร์มินอลแบบกราฟฟิกที่ติดต่อผู้ใช้ และส่งโปรแกรมหรือโปรเซสเข้าไปทำงานบนเครื่องเมนเฟรมคอมพิวเตอร์ ซึ่งประมวลผลได้เร็ว เมื่อเมนเฟรมนั้นต้องการข้อมูลก็จะส่งคำสั่งไปยังเครื่องบริการไฟล์หรือฐานข้อมูล และผลลัพธ์จากการประมวลผลจะถูกส่งกลับไปแสดงที่เครื่องพีซีซึ่งมีระบบติดต่อผู้ใช้ที่ดีความสำเร็จของระบบประมวลผลแบบกระจายเกิดขึ้นจากการใช้ระบบสื่อสารข้อมูลซึ่งทำการเชื่อมโยงระบบคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกันเป็นเครือข่าย ซึ่งจะทำให้คอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งสามารถส่งคำสั่งไปยังเครื่องอื่นๆ ได้และคอมพิวเตอร์ที่ให้บริการก็ยังสามารถรับคำสั่งทำการประมวลผลเฉพาะหน้าที่และส่งผลกลับไปยังเครื่องที่ขอบริการได้ในทันทีอย่างรวดเร็ว จึงทำให้เราสามารถใช้คอมพิวเตอร์ที่มีขนาดเล็กความสามารถต่ำถึงปานกลาง ทำงานประสานร่วมกันให้มีความสามารถรวมได้เทียบเท่ากับคอมพิวเตอร์ในระดับใหญ่ได้ด้วยเหตุนี้ระบบประมวลผลกระจายที่ทำการประมวลผลในรูปแบบหนึ่ง ก็คือการอาศัยช่องทางในการติดต่อระหว่างกัน มีคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่ขอรับบริการ คอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่ให้บริการ หรือในบางเครื่องก็อาจทำหน้าที่ทั้งขอรับบริการจากเครื่องอื่น และให้บริการบางอย่างแก่เครื่องอื่นๆ ได้ด้วย ในระบบที่มีการขอรับบริการซึ่งอาจเปรียบได้กับการเป็นลูกค้า (client) และมีการให้บริการคือเป็นผู้ให้บริการ (server) เช่นนี้กลายเป็นหลักการในการประมวลผลที่เรียกว่าการประมวลผลแบบไคลเอนต์-เซิร์ฟเวอร์ (Client-Server Processing) ด้วยยุคของระบบคอมพิวเตอร์ที่เป็นระบบเปิด (open system)

  • ที่มีการกำหนดมาตรฐานหลายประการร่วมกัน ในระบบการประมวลผลแบบไคลเอนต์-เซิร์ฟเวอร์ ระบบคอมพิวเตอร์ที่ใช้และให้บริการนั้นไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นคอมพิวเตอร์ในแพลตฟอร์มเดียวกัน อาจเป็นคอมพิวเตอร์ที่อยู่ต่างแพลตฟอร์มกันก็ได้ เช่น คอมพิวเตอร์ที่ผู้ใช้ใช้งานอาจเป็นเครื่องพีซีที่มีไมโครซอฟต์วินโดว์เป็นระบบปฏิบัติการ สามารถทำงานร่วมกับเครื่องให้บริการฐานข้อมูล (database server) ทำงานอยู่บนสถานีงานวิศวกรรมที่มีระบบปฏิบัติการยูนิกซ์ เหตุที่ทำให้ระบบคอมพิวเตอร์ที่แตกต่างกันทำงานร่วมกันได้ ก็เนื่องมาจากการกำหนดมาตรฐานของการติดต่อกัน ซึ่งเรียกว่าโปรโตคอล (protocol) ให้ใช้มาตรฐานที่เหมือนกัน โปรแกรมต่างๆ ที่สนับสนุนการทำงานหลายประเภท และต่างก็เป็นโปรแกรมที่ทำงานในระบบเปิด รองรับโปรโตคอลที่เป็นมาตรฐาน ทั้งสิ้น

วันอังคารที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

การพิจารณาการตัดสินใจนำระบบสำนักงานอัตโนมัติเข้ามาใช้







เนื องจากรบบอัตโนมัติเป็นงานที่ต้งใช้เฉาะด้านผ้จัดระบบดังนั้นกองจะสร้างระบบสำนักงานอัตโนมัติคงเป็นหน้าที่ของบูคคลดังต่อไปนี้
ผู้ขายอูปกรฌ์อิเล็กทรอนิกส์บริษ์ทที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์สำนักงานอัตโนมัติเพื่อการศึกษาความเป็นไปได้ของแต่ละสำนักงานในการเปลี่ยนจากคำปรึกษาหรือผู้จัด
ตั้งระบบโดยไม่คิดมูลค่า

ระบบเทคโนโลยีอัฉริยะโครงการรถโดยสารประจำทางด่วนพิเศษ (BUS Rapid Transit)
โครงการรถโดยสารประจำทางด่วนพิเศษ (BUS Rapid Transit) กรุงเทพมหานครมีนโยบายที่จะดำเนินการโครงการรถโดยสารประจำทางด่วนพิเศษ (BRT) เพื่สร้างระบบรถขนส่งมวลชนที่ทันสมัย รวดเร็วสะดวก ปลอดภัย และมีค่าโดยสารที่ประหยัด จึงมอบหมายให้บริษัทฯ เป็นผู้บริหารระบบ ตั้งแต่วันที่ 10 ตุลาคม 2548 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างทางเลือกระบบขนส่งสาธารณะ ที่มี คุณภาพให้แก่ประชาชน สร้างระบบต่อเชื่อมผู้โดยสารสำหรับระบบขนส่งสาธารณะต่างๆ และเพื่อส่งเสริมการใช้ระบบขนส่งสาธารณะให้มากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งลดการ ใช้รถยนต์ส่วนบุคคลให้น้อยลงโดน ทางก.ท.ม.มีโครงการจะทำไว้สองเส้นทาง สาย นวมินทร์-เกษตร-หมอชิต เริ่มต้นจากแยกรามอินทรา กม.8 ไปตามถนนนวมินทร์ เลี้ยวขวาไปตามถนนเกษตร-นวมินทร์ แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าถนนพหลโยธินที่แยกเกษตรและวิ่งตรงต่อไปสิ้นสุดที่สถานีบีทีเอสหมอชิต และวิ่งให้บริการในทิศทางกลับกัน รวมระยะทาง 19.5 กิโลเมตร มีจำนวนสถานีทั้งสิ้น 20 สถานี สาย ช่องนนทรี-ราชพฤกษ์ เริ่มต้นจากถนนสุรวงศ์ ผ่านสถานีบีทีเอสช่องนนทรี วิ่งไปตามถนนนราธิวาสราชนครินทร์ เลี้ยวขวาเข้าถนนพระราม 3 และวิ่งตรงต่อไปข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาที่สะพานพระราม3 และไปสิ้นสุดที่แยกราชพฤกษ์ และวิ่งให้บริการในทิศทางกลับกัน รวมระยะทาง 16.5 กิโลเมตร มีจำนวนสถานีทั้งสิ้น 17 สถานี แผนที่เส้นทาง บีอาร์ที 12 เส้นทาง รถโดยสารทันสมัย ยาว 18 เมตร จุผู้โดยสาร 150 คน ใช้เชื้อเพลิงสะอาดไม่ก่อมลพิษ ใช้ก๊าซเอ็นจีวี

สรูปหลักเกณฑ์การพิจารณาและตัดสินใจในการในการระบบสำนักงานอัตโนมัตเข้ามาใช้

รณาการตัดสินใจนำระบบสำนักงานอัตโนมัติเข้ามาใช้ เนืองจากระบบงานสำนักงานอัตโนมัติเป็นงานที่ต้องการใช้